Momentum (Rate Of Change) Part 3
มาคุยกันเรื่อง ROC ต่อจากตอนก่อน เพื่อให้เข้าใจระบบที่ผมเล่นมากยิ่งขึ้น ที่มาที่ไปว่าทำไม indicator ที่ชื่อ Rate Of Change ผมถึงหยิบมาพิจารณาทุกเดือน เบื้องหลังจริงๆ ผมก็ไล่ดูกราฟทุกตัวลงไปเรื่อยๆสัก 30-100 หุ้น ที่เรียงอันดับมา แล้วแต่เวลาจะอำนวย แล้วก็เลือกเข้ามาใน watchlist ...วันนี้ผมจะลงลึกเข้าไปอีก ว่าเบื้องหลังของเบื้องหลัง อีกที ซึ่งเป็นการวิจัยเล็กๆ ที่ผมได้เก็บขอมูลมาสักพักแล้ว มีงานวิจัยลักษณะแบบนี้ในต่างประเทศ แต่สำหรับหุ้นในตลาดเมืองไทยผมยังหาไม่เจอเลย ผมอยากรู้ผมก็ทำแล้วมาเล่าให้ฟัง แชร์ได้เลยแค่ใส่ reference เล็กๆด้วยนะครับ ^ ^
จากความเดิมตอนก่อน เผื่อใครยังไม่รู้จัก ให้กลับไปอ่านที่
Momentum (Monthly Rotational System) part 1
http://idestinyo.blogspot.com/2015/09/momentum-monthly-rotational-system-part.html
Momentum (Monthly Rotational System) part 2
http://idestinyo.blogspot.com/2015/09/momentum-monthly-rotational-system-part_5.html
สรุปสั้นๆ ได้ว่า ROC 1 เดือน เป็น Market Anormaly ในกลุ่ม Momentum อย่างหนึ่งที่ใช้ได้ผลในระยะยาว (20 ปีในตลาดหุ้นไทย)
ROC หรือ Rate Of Change มีหน่วยเป็น % คำนวนจากราคาปิดของปัจจุบัน ลบด้วยราคาปิดในอดีต แล้วเทียบจากราคาในอดีตเป็น % เช่น ROC 20 วัน ก็คือ ราคาปิดวันนี้ ลบด้วยราคาปิดของ 20 วันที่แล้ว ได้เท่าไหร่หารด้วย ราคาปิดของ 20 วันที่แล้ว คูณ 100 เป็น % ออกมา เครื่องหมายบวกหมายถึงราคาเพิ่มขึ้น เครื่องหมายลบหมายถึงราคาลดลง
บทความที่แล้ว ผมเลือก ROC ที่มากที่สุดในแต่ละเดือน ซื้อตัวละ 5% ซึ่งข้อมูลที่ได้ก็จะเป็น selective data โดยเป็นการซื้อขายเสมือนจริง มี equity มี Drawdown ตาม Time series แต่คราวนี้ผมจะวิจัยโดยนำข้อมูลทุกวันมารวมกัน ของหุ้นทุกตัว(ยกเว้น DW กับ Warrant) ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2010 เป็นเวลา 10 ปี จะไม่ได้ใช้ amibroker ก็เลยไม่มีภาพสวยๆให้ดูนะครับ เราจะใช้ SPSS และ Exel ทั่วไปเนี่ยแหละครับ มาทำการดึงค่าทางสถิติที่น่าสนใจ กลายเป็นข้อมูล Cross sectional แทน
ปล. ผมจะไม่ลงรายละเอียดทุกขั้นตอนในการใช้โปรแกรมนะครับ เพราะใช้เวลานานกว่าจะดึงข้อมูลเสร็จ หลายเดือน และก็แอบเข้าใจยากอยู่ จะพยายามให้อ่านง่ายที่สุด
สมมติฐาน : (เหมือนตอนที่แล้ว) ผมเชื่อว่า Momentum ในอดีต ราคาที่ขึ้นอยู่สามารถคง momentum ให้ราคาขาขึ้นต่อไปในอนาคตได้
คำถามก็คือ
1) หุ้นจะขึ้นต่อไปกี่ตัว หุ้นจะกลับลงไปกี่ตัว และคิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่? ในคาบเวลาหนึ่งๆหลังจาก เวลาที่หุ้นมี momentum ที่ดีที่สุดเทียบกับตัวอื่นในตลาด เพื่อหาความน่าจะเป็นในการทำนายทิศทางในอนาคต
2) ราคาจะเปลี่ยนไปกี่ % ? ในคาบเวลาหนึ่งๆหลังจาก เวลาที่หุ้นมี momentum ที่ดีที่สุดเทียบกับตัวอื่นในตลาด
นิยาม ของ "momentum ที่ดีที่สุดเทียบกับตัวอื่นในตลาด" ผมเลือก ROC 1 เดือนมาใช้ เหมือนเช่นบทความก่อนหน้า โดยจะเลือกตัวที่ดีที่สุดจากการที่หุ้นนั้นๆ เริ่มมี ROC สูงที่สุด 50 ตัวแรก (ในทางปฎิบัติ ผมก็แค่เปิดดู indicator ROC ทุกๆวัน มันก็จะมีตัวที่ขึ้นมา มีตัวที่ตกไป อยู่ตลอดเวลา แล้วผมก็ค่อยๆดึงข้อมูลบันทึกเฉพาะหุ้น New upcoming ที่พึ่งมี ROC สูงสุดเข้ามา)
นิยาม ของ "คาบเวลาหนึ่งๆหลังจาก เวลาที่หุ้นมี momentum ที่ดีที่สุดเทียบกับตัวอื่นในตลาด" ก็คือหลังจะผมดึงข้อมูลวันนั้นมาแล้ว ผมก็วัดอัตราการเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้นอีก 20 วัน เป็น % (ในทางปฏิบัติก็คือ ROC 20วัน ของ 1 เดือนข้างหน้า(20 วันข้างหน้า) พูดง่ายๆก็คือ ผ่านไป 1 เดือนหุ้นตัวที่คัดเข้ามา มีการเปลี่ยนแปลงราคาเป็นอย่างไร
จะเห็นว่าจริงๆทำไม่ยากเลย เพราะเราไม่มีตัวแปรใดๆเลยนอกจาก "ราคาปิด" (Close) ที่เป็น "Time series"
จากนั้นก็คำนวน ROC ตามสูตร แล้วจัดการเรียงข้อมูลใหม่ตามวัน แล้วก็จัดการ sort หุ้นที่มี ROC สูงสุด 50 อันดับแรกเท่านั้น ในคาบเวลา 1 วัน เรียงไปเรื่อยๆตามวัน เราจะได้หุ้น 50 ตัวทุกวัน เลือกเฉพาะหุ้นที่พึ่งโผล่เข้ามาใหม่ นับเป็น New upcoming ที่เราต้องการ จากนั้นจึงดึงข้อมูลมาแค่ "ROC 20 วันของ 20 วันข้างหน้า" แค่ค่าเดียวก็พอ (ค่อยๆทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ) จะได้หน้าตาแบบนี้
จริงๆไม่ต้องเอาวันที่ กับ ชื่อหุ้นมาอีกแล้ว เพราะเราไม่ได้สนใจข้อมูลเป็น time series อีกแล้ว และเราก็ไม่สนใจชื่อหุ้น เราได้ Rate Of Change หรือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น หลังจากที่มันได้เป็น หุ้นที่มี ROC สูงสุด 50 อันดับแรก ไปแล้ว และ ROC มีความหมายในตัวเองครบอยู่แล้ว เครื่องหมาย บวก คือ หลังจากนั้น 20 วันหุ้นขึ้น ในทางกลับกัน เครื่องหมาย ลบ คือหลังจากนั้น 20 วันหุ้นลง และปริมาณตัวเลขคือ ขึ้น/ลงไปกี่ % แค่นี้ก็คำนวนค่าเฉลี่ยนได้แล้ว
เราก็เรียงข้อมูลก่อน แล้วก็ใช้ Function ใน exel สรุปผลได้ดังนี้
นับข้อมูลทั้งหมด All คือมี 14,237 ครั้งที่หุ้นเริ่มมี Momentum ที่ดีที่สุดจาก 50 อันดับแรก
Negative คือ หุ้นที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง(ผ่านไป 20 วันราคาอยู่ที่เดิม ผมถือว่าเป็น Negative) และ หุ้นที่เปลี่ยนแปลงลง(ผ่านไป 20 วันราคาลง) รวมทั้งหมด 7,890 ครั้ง
Positive คือ หุ้นที่เปลี่ยนแปลงขึ้นเท่านั้น (ผ่านไป 20 วันราคาขึ้น) มีทั้งหมด 6,347 ครั้ง
สัดส่วน Positive : Negative ราวๆ 45 : 55 สรุปว่าจริงๆ "ROC ไม่ได้แม่นยำ"อะไรเลย มันใช้ทำนายทิศทางหุ้นไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แย่กว่าการโยนเหรียญอีก
แต่...
แต่สิ่งที่น่าสนใจมันอยู่ที่ อัตราการเปลี่ยนแปลงต่างหาก มันน่าทึ่งตรงที่ Average Positive คือ เฉลี่ยแล้วใน 6347 ครั้งที่ผ่านไป 20 วัน หุ้นจะขึ้นไปเฉลี่ยถึง 15.61% ในขณะที่ Average Negative คือเฉลี่ยใน 7890 ครั้งที่ผ่านไป 20 วัน หุ้นจะราคาลดลงแค่ 9.53% เท่านั้นเอง หมายความว่าข้อมูลเบ้ขวา คือ Population (หรือในที่นี้คือ Probability) มีการกระจายตัวของข้อมูลไม่เท่ากันเบ้ไปทางบวก!!!
พอลองมา plot กราฟ ก็ค้นพบว่า มันช่างคล้ายกันกับ ระบบ Trend Following ทั่วๆไปอย่างมาก! ก็คือสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงของราคาในทิศทางบวก มากกว่า ทางลบ ถึง 1.64 เท่า แล้วมี Tail ไปทางบวก ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงในทางลบกระจุกตัวอยู่ใกล้ 0 มากกว่า
สัดส่วน Payoff ที่สูง 1.64 เท่า แสดงว่าถึงแม้เรามีโอกาสกำไรเท่ากับการโยนเหรียญ แต่เมื่อได้ที่เหรียญออกหน้าบวก ก็จะได้กำไรถึง 15.4% และถ้าสมมติเราสามารถ ซื้อขายได้ทุกๆตัวพร้อมกัน มันให้กำไรคาดหวัง (Expectancy) เป็นบวกอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าเรามีโอกาสชนะพนันในครั้งนี้ที่อัตราส่วน 1.64 เท่า
อย่าลืมว่านี่เป็นเพียง Pure statistic ที่ยังไม่ได้ใส่ Money Management เลยนะ ยังไม่มีการ filter กรองตลาด ไม่มี Indicator ไม่มีข้อมูล Volume ไปเกี่ยว การค้นพบในครั้งนี้มันบอกเราว่า ถ้าเราหา Momentum ที่มาแรงแซงทางโค้ง แล้วแข็งมากๆ ได้เมื่อไหร่ เราก็บริหารหน้าตักดีๆ จะอะไรก็ได้ทั้งนั้น เรามีโอกาสชนะเกมนี้ได้! โดยไม่ต้องอาศัยข้อมูลอะไรอีกเลย นอกจาก "ราคาปิด"!!!!!!
มันน่าสนใจไหมหละครับ! ถ้ารวมกับการกรองหุ้นพื้นฐานดีๆ กรองสภาพตลาด กรองสภาพคล่อง
คำตอบของสมมติฐาน ก็เกิดคำถามต่อ แล้ว...ทำไมผลมันถึงออกมาเป็นเช่นนี้? ....ไม่รู้ครับ
นี่คือ Market Anormaly เพราะมันหาเหตุผลไม่ได้ กลายเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่ค้านทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ (Efficient Market Hypothesis (EMH)) ซึ่งก็มีหลายงานวิจัยในเรื่อง Momentum ตีพิมพ์เยอะ
มีการค้นพบมานานแล้ว มีหลายวิธีในการพิสูจน์ มีทั้งแบบ Quant จ๋าๆ กับสถิติเด็กๆแบบผม
มีหนังสือเล่มนึงที่อ่านง่ายจะแนะนำสักเล่ม ก็คือ "Dual Momentum Investing" ของ Gary Antonacci ซึ่งเค้าจะพูดถึงการใช้ Momentum ในการหมุน Asset ทุกสิ้นค้าทางการเงินทั่วโลก โดยอ้างผลงานวิจัยมากมาย มีตัวเลข มีหลักฐาน ชัดเจน ไม่เหมือนหนังสือหุ้นในประเทศไทยที่ส่วนใหญ่มีแต่สร้างแรงบันดาลใจ และความคลุมเคลือ
ปล.ไม่ได้ค่าโฆษณาอะไรเลยนะ ซื้อเองอ่านเอง > <
จบแล้วครับ แล้วนี่ก็เป็นที่มาในการค้นหา Momentum ที่ผมใช้อยู่ แล้วก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆนักลงทุน ไว้คราวหน้าถ้ามีเวลาเยอะๆ ผมจะทำการทดสอบความ Robust ของทฤษฎีนี้ ด้วยการ verify parameter ให้การจายมากขึ้น (แค่ราคา close ยังจะมีให้ verify อีกหรอ!! > <) ยังมีครับ ยังเหลือเรื่อง Duration ในมิติของคาบเวลา ซึ่งแอบบอกว่าน่าสนใจมากๆ และผลมันก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน
SET เดือนกรกฎาคม เป็นเดือนที่ indicator Bullish มากเทียบกับเดือนก่อนๆของปีนี้ อะไรๆก็ขึ้น overbought เกินครึ่งของตลาดราคาอยู่ในขาขึ้น ท่ามกลางข่าวดีสลับข่าวร้าย (ข่าวก็แบบ วันไหนหุ้นขึ้นก็ข่าวดีเยอะ วันไหนหุ้นลงก็ข่าวร้ายเยอะ สลับกันทุกวันก็มี) RSI ตีลมบนมีแนวโน้มขึ้นมากกว่าลง คิดว่าน่าจะยังคง Momentum ในขาขึ้นต่อไปสักระยะ มันมีหลายอย่างสนับสนุน ลองมองในรูปแบบ Top-Down
อย่างแรก จริงอยู่เศรษฐกิจไม่ได้ดีขนาดที่หุ้นจะมาที่ดัชนี 1500 นี้ ส่งออกไทยไม่ได้เติบโตในอัตราเร่ง แต่สำคัญที่มันก็ยังบวก(ถ้าตัวเลขของกรมการค้าที่โม้มาเป็นจริงนะ)เทียบกับอาเซียนเรา ถ้าโดดไปนอกประเทศแล้วคิดว่าจะซื้อหุ้นประเทศไหนดีในอาเซียน ก็ควรจะมีไทยอยู่ใน list ด้วย เอาจริงเราก็ยังดูดี ผิดกับตัวเลขปี 2015 อันนั้นห่วยจริง แต่ปีนี้มันมีลุ้นหลายอย่าง
อันนี้ตัวเลขของปีก่อนๆ ห่วยลงทั้ง GDP ห่วยทั้งส่งออก
Ref : http://www.focus-economics.com/countries/thailand
กลับมาดูตัวเลขของกรมการค้าปีนี้บ้าง สดใสขึ้น? แต่ก็ต้องลุ้นปลายปีอีกที จริงๆประคองดุลการค้าไปแบบนี้ก็พอ ไม่ต้องเอามูลค่าการค้ามากมายเอาโล่อะไรหรอก โลกกำลังปั่นป่วน "เพียงพอ"ตามพ่อหลวงเราดีกว่า ^ ^ ไทยยังมีดีอีกเยอะ
Ref : http://www.ops3.moc.go.th/infor/MenuComTH/trade_sum/report.asp
อย่างที่สอง Fund Flow ตอนนี้ ปลายปีที่แล้วนี่เหมือนตลาดไทยไม่มีเงินต่างชาติอยู่เลยทีเดียว พวกเขาก็กลับเข้ามาได้ไม่นานนี้เอง และถ้าพวกเขาจะตัดสินใจจะทำไรสักอย่างมันจะต่อเนื่องเป็น trend ในทางเดียวกัน ขายก็ขายอยู่นั่นแหละ ขายจนต้องร้องขอชีวิต จะซื้อเค้าก็จะซื้ออยู่นั่นแหละ ก็ขอให้เขาเหล่านั้นตัดสินใจซื้อเถอะนะ plssssss (เอาแบบซื้อจนต้องร้องขอชีวิตเลยนะ >/\<)
Ref : Efinance
สุดท้าย เค้าว่าดวงคนเกิดเดือนนี้มาแรง ราศีกรกฎ และจะมีดาวพฤหัสบดีย้ายราศีอีก ช่วงนี้มีโครงการอะไรต้องลุย ดวงการเงินกำลังขึ้น อย่าลืมทำบุญเยอะๆ และไม่น่าเชื่อดูจากกราฟเดือนกรกฎาแล้ว... อืม ไม่ชนะด้วยเทคนิค ก็ต้องโหรราศาสตร์เนี่ยแหละ !
Leading ยังไฟเขียว
Port ยังหนีไม่พ้น Drawdown ที่~10% แต่ความตึงก็น้องลงไปเยอะถ้าเทียบกับปีก่อน หันมาเล่น focus มากขึ้น หลังจากขาย THAI ก็เข้าหนักไปที่ BEAUTY COM7 PTL THANI ตัวเดิมจากเดือนก่อน จะเลือก pyramid โดยเลือก ROC จาก 50 อันดับแรกก่อน ถ้าขึ้นต่อก็เพิ่มเลย คิดไว้ว่าจะไม่เกิน 30% ของ Equity คิดว่าช่วงนี้แผนคือ
- Exposure 100%
- pyramid เพิ่มเฉพาะ ตัวที่ยังคง momentum 50 อันดับแรกได้ในทุกๆ 1 เดือน (ไม่เอาทุกวัน เพราะ sensitive เกินไป)
- งด pyramid ถ้า ระยะเวลาจากฐานเกิน 20 วัน และ ROC 1 เดือน ไม่เป็นบวก (พูดง่ายๆไม่ new high ใน 20 วัน) ตัวเลข 20 มาจากการ backtest average holding day จะถือยาวราวๆ 20-30 วัน
- SET ย่อ RSI อยู่ใน Zone 50-60 อาจจะงด Pyramid ก่อน ถ้า RSI < 50 ลด exposure
Year-To-Date 1/1/2016 - 29/7/2016
หลังจากเปลี่ยนแผน ลด diversified เยอะเกิน (ตอนนี้ก็ว่ายังลังเลอยู่ 30 ตัวเหมือนเยอะมากๆเลยนะ แต่ในมุมมองของผม 30 ตัวเทียบกับ SET ที่ราวๆ 750 ตัว คิดเป็น 5% ของหุ้นในตลาดทั้งหมด .....คืออันนี้คิดมานานแล้วว่า เล่น systematic trade มันอาศัยหุ้นน้อยตัวมากๆ ในการทำ home run การยิง 5 ตัวจากร้อย เพื่อค้นหา The winner ก็ยังถือว่าโอเค แต่ถ้าบังคับให้เล่นหุ้นรอบละ 10 ตัว ยังไม่ใช่แนวผมสักเท่าไหร่ จะให้ซื้อ 7-10 ตัวใน 750 หรือก็คือ 1% ของตลาด มันจะต้องผ่านการคัดกรองอย่างดีเยี่ยม เราเองก็ไม่ได้สันทัดพื้นฐานเท่าไหร่ จุดอ่อนเลยแหละ ) ถ้าจะให้คุยละเอียดเรื่องจำนวน position จะถือครองกี่ตัว ต้องกลับไปคุยเรื่อง expectancy ของระบบ (กำไรคาดหวัง) มันต้องสอดคล้องกับ Annual Return ที่คาดว่าจะได้ด้วย ยกตัวอย่าง คือถ้า trade ปีละ 100 ครั้ง กำไรแค่ 30 ตัว ลองคิดดูว่า ถ้า trade รอบละ 10 ตัว ต้องเล่น 10 รอบต่อปี แสดงว่าหุ้นแต่ละตัวจะถือราวๆ 20-25 วัน แต่ละรอบจะต้องกำไรอย่างน้อย 3 ตัวทุกรอบ คือต้องแม่นจริง 3 ตัว จาก 750 ตัว และ ติดต่อกันทุกเดือน แต่ถ้าเราเล่นรอบละ 30 ตัว มันจะสอดคล้องกับระบบผมพอดี คือ ตัวที่กำไรจะถือยาวราวๆ 35-50 วันจากค่าเฉลี่ย(ราวๆ 2-3 เดือน) ปีละ 2-3 รอบ ก็ต้องมาคิดว่าจะ trade บ่อยขนาดไหน แต่ละคนรอไม่ได้เหมือนกัน..... ยาวไปแล้วพอก่อน

YTD port 18.50% เทียบกับ SET มี YTD 18.33% ถือว่าปีนี้ยังไม่ค่อยดี เพราะยังมี alpha มากกว่า SET ไม่ได้เลย กลับไปซื้อกองทุนรวยกว่า แต่มองโลกในแง่ดีครึ่งปีหลังรอเราอยู่ ต่างชาติจะมาช่วยเราแล้ว > <
Momentum 1 mo
THAI รักคุณเท่าฟ้า ราคาไม่ตกมาก แต่ momentum ตกไปท้ายตาราง
KOOL อยู่นอกสายตา ของเราตั้งไกล ฉันนั้นก็ทำได้ แค่มองจากตรงนี้.....
เทพ RSI ไม่เคยตัด 50 ลงมาเลย เป็น wave ที่ยาวนานมาก 5 เดือน เทพจริงๆ ทำไปได้ เปลี่ยนเป็นกราฟ log ดู สวยมาก
SAWANG ไร้ trend
TFG super overbought เสี่ยง limit upside มีไว้ก็ถือไปก่อน
CWT รอดูก่อน ขึ้นแรง ย่อแรง เป็นธรรมดา งบไม่แย่ แต่ก็ไม่เด่น
Q-CON ไร้ trend
PTL ตัวนี้ pyramid รอบที่ 3 เหมือนตันแล้ว? momentum ของ 2 เดือนก่อน งบแอบห่วย = =
KAMART 1 ใน 10 Momentum ติดต่อกัน 3 เดือน 60 bar แล้ว อดแบบสุจริต ไม่ได้เก็บเลย อันนี้ตามระบบช่วยไมไ่ด้
MCOT ไม่ค่อยดูทีวี แต่รู้ว่าตั้งแต่มี Digital TV พวกช่อง 3 5 7 9 เดิมต้องโดนแย่งส่วนแบ่งการตลาดมากอยู่แล้ว จริงๆมันลงทั้งปีเลยนะ...
MCOT ตรงๆคือ following ไม่น่าเล่น ติดไว้ก่อน
AJD เก็บมา 1 ไม้ ก็โอเคแต่ Vol สนับสนุนน้อยไปหน่อย
STAR ไร้ trend
TACC story ดี momentum ดี แต่ candle stick ไม่ค่อยดีจะขายอะไรนักหนา รอดูอีกสักอาทิตย์นึง
LANNA จุดพลุไปหน่อย รอดูก่อน
MALEE เทพ bullish มาก momentum ดีติดต่อกัน 5 เดือน (ทั้งปี) น่าจะยังไปได้อีก แต่หุ้นใหญ่ไปหน่อย ขึ้น 10 บาท +20% มีหุ้นเล็กเข้า ก็เลยเลือกหุ้นเล็กก่อน
ได้ฤกษ์มา update สักที ผ่านมาครึ่งปี มัวแต่ยุ่งกับการหาซื้อที่ดินกับเปิดโรงงาน ช่วงหลังจากธันวาคมไปก็ไม่ค่อยได้สนใจหุ้นเลย รวม port แล้วก็ run ซื้อ/ขาย 80% มาจาก robot หมด มีขายลด port เองบ้าง มาดูกันดีกว่า จะได้กลับเข้ามาเล่นเองบ้างแล้ว
SET เป็นขาลงมาตลอดทางตั้งแต่ต้นปี 2015 แล้วมา peak ที่ช่วงปลายปีพอดี แต่พอเริ่มปี 2016 ก็เป็นขาขึ้นมาตลอด แต่มาเกิด signal เป็น bullish ชัดๆเมื่อสิ้นเดือนกุมภาฯ ดัชนีก็เลี้ยงตาม trend line มาเรื่อยๆจนเข้า พค. ก็เรื่อมอ่อนแอ ความชันน้อยลง SET เลยเบ้เข้าหา trend line(ส่วนมันตัด trend line เป็นขาลงรึยัง ก็ยังสรุปไม่ได้ เพราะ trend line เอาไว้ศึกษาอดีต คือมองย้อนหลังยังไงก็ถูก เพราะฉะนั้นยังไม่สรุป wave นี้ยังไม่จบ) สอดคล้องกับ RSI ที่สวนทาง กับ SET index แบบนี้ก็เป็น divergence กัน แทงขาลงในเวลาอันใกล้ Distribution Day ก็สะสมมาขึ้นเรื่อยๆ ต้องระวัง อาจจะถอยมาบ้างในเดือนหน้า ช่วงนี้เลยเป็นช่วงก้ำกึ่งพอดี คือ ถ้าเอาตามเนื้อผ้าที่เห็นตอนนี้แท่งนี้วันนี้ 30/6/2016 SET ยังคงอยู่ใน UpTrend หรือขาขึ้นอยู่ กลับกันถ้าคิดว่า Trend ตอนนี้เริ่มไม่แข็งแรงแล้ว ข่าวก็ไม่ดี มี Brexit เศรษฐกิจก็ยังไม่ดี หุ้นก็เป็นเรื่องของอนาคตไป
RSI มีแนวโน้มขึ้นมากกว่าลง
Leading ไฟเขียว
Exposure 91.32% หุ้นที่ถืออยู่คือ
BAT-3K,BTSGIF,BCH,BEAUTY,BWG,COM7,CPTGF,CHG,GLOBAL,HMPRO,
LPH,MACO,ML,NOBLE,PACE,RML,ROBINS,SYNEX,THAI,THANI,TMC,
TWZ,VGI,VIH,YUASA
หนักไปที่ THAI
Feedback portfolio
บอกก่อนว่า performance ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมายังย่ำแย่อย่างต่อเนื่องแบบ เต่าถุย ห่วยแตกมาก 5555 เอามาตีแผ่ให้ดูกัน แบบก็.....นะ วิเคราะห์จุดที่ควรแก้ไขกัน แล้วนี่ก็คือผลการทดลองร่วมปีกว่าๆ
เริ่ม
กราฟบนคือกราฟ equity เทียบเป็น % ส่วนอันล่างสีแดงเป็นกราฟ Drawdown ปริมาณขาดทุนจากจุดสูงสุด เป็น %
อันนี้ตัดเอามาเฉพาะช่วงต้นปี 2014 ถึง 30/06/2016 ที่ทะยานขึ้นไปทำจุดสูงสุดในต้นปี 2015 หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้กำไรอีกเลย MaxDD ไปแตะที่ 32% ถือเป็นปีที่ย่ำแย่ที่สุด และยังเป็น new MaxDD ที่ระบบไม่เคยเจอมาก่อนด้วย ดูจากกราฟอาจจะรู้สึกว่าไม่เห็นเยอะเท่าไหร่ พอมามองย้อนหลังแบบนี้ก็ดูไม่น่าเจ็บปวดเท่าไหร่ แต่ในเหตุการณ์จริงเมื่อ 2 ปีก่อน ช่วงวันที่หุ้นขึ้นไปสู่จุดสูงสุด เป็นความรูปสึกที่โคตร happy ประมาณว่า ลาออกดีมั๊ย(ความคิดลาออกจากแพทย์รอบที่ 10 ได้) แล้วตามมาด้วยหมีฝูงยักษ์..... แบบไม่ทันรู้ตัวด้วย มารู้อีกทีก็เสียไปเยอะแล้ว.... (มันช่างเป็นเรื่องเล่าที่ซำ้ไป ซ้ำมา จากประสบการณ์หลายๆคนที่เคยอ่าน แต่สุดท้ายก็เป็นเองอยู่ดี)

ย้อนไปวันที่ equity สูงสุด ตัดเอากราฟตั้งแต่ช่วงนั้น แถวๆต้นปี 2015 มาให้ดู Drawdown รูปนี้คือกราฟ Drawdown เริ่มที่จุดสูงสุด คือยังไม่ขาดทุนจากจุดสูงสุดเลย (0%) แล้วหลังจากนั้นยังจำได้ว่าลงแค่ 2 วัน หมดไป 10% ของทั้ง port ตอนนั้นทั้งกระดานแดงไปหมด อย่างกับดูหนังเรื่อง kill bill ยื้ออยู่อาทิตย์นึง แล้วก็ทิ้งต่ออีก -5% หลังจากนั้นลด port มาประมาณนึง แล้วก็เข้าไปใหม่อีก ก็โดนทิ้งไปอีก คราวนี้ 25% แล้วก็เหวี่ยงอยู่แถวนี้ตลอด (ลองคิดเล่นๆดู มันเหมือนคุณมีเงินอยู่ 5 ล้าน อยู่ดีๆ 2 อาทิตย์ก็หายไป 1 ล้านบาท แล้วก็ยังเอาคือมาไม่ได้ 1 ปีกว่าๆแล้ว !)
ช่วงนั้นคิดว่า เรา aggressive เกินไปรึเปล่านะ... หรือว่าระบบผิดพลาด (เป็นที่เรา หรือ ระบบมันไม่ work) แผนสำรองที่เตรียมไว้ คือ port ใหญ่อีก port นึงที่ run robot 100% ไว้ตลอดเวลา ว่าจะไม่เปิดดูเลย แต่ก็ถึงเวลาแล้ว....
ก่อนอื่นมาดู Paper trade กันก่อน (backtest จากโปรแกรม ที่เงินต้น 1 ล้าน รวมค่าคอม และslippage handicap ทั้งหลายแล้ว) 2014-2016 เช่นกัน แต่คราวนี้เป็น trade ในกระดาษทดลอง
สวยหรูเสมอสำหรับ run backtest ก็ต้องเข้าใจด้วยว่ายังมีหุ้นบางตัวที่ไม่กล้าซื้อ กราฟไม่งาม รวมๆอยู่ในนี้ด้วย รวมไปถึง ช่วงขาลงหนักๆ เราจะ limit exposure ไว้ตามแผนนอกเหนือไปจากการเขียนโปรแกรม (รวมไปถึง port ต่อไปข้างล่างนี้ด้วย ที่ได้มี limit exposure ไว้อิงตาม leading index) ถ้าดู drawdown แล้วมันก็จะใกล้เคียงกันพอสมควร แต่ profit outcome ต่างกันมาก .....เอ๊ะ! ปล.นี่หรือว่า limit exposure ไม่มีประโยชน์ แถมยังแย่ลงด้วย เพราะ MaxDD ก็เท่ากัน แต่ outcome ไม่เท่ากัน ก็เป็นคำถามที่น่าสนใจ ต้องวิจัยต่อไป แนวคิดในการ limit exposure ค่อนข้างมีเหตุผล ทำเพื่อลด MaxDD ลดความเสี่ยงในตลอดลง ในขณะที่ยังคงมี position อยู่ในหุ้น แต่เจอแบบนี้สงสัยต้องคิดกันยาวๆ
ต่อมาลองเทียบกับชีวิตจริง Port Robot กราฟนี้คือระบบที่เอามา trade จริง 2014-2016 โดยมี Human error น้อยที่สุดแล้ว run เป็น Robot คู่กันกับ port แรกที่เป็น Discrete Trade(Intro เคยพูดไปแล้ว)
จริงๆมันแทบไม่ต่างกันเลย หลังจากต้นปี 2015 ก็ทำ drawdown เหมือนกัน performance ก็เป็น flat return ยาวนานนับปีเหมือนกัน MaxDD 30% เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างคือ volatile น้อยกว่า ซ้ำแล้วก็กำลังขึ้นไปจ่อ New high นี่ "volatile น้อยส่งผลถึง outcome ที่ดีด้วย?" และยิ่งไปกว่านั้นจำนวนการ trade น้อยกว่าระบบที่เล่นเองอย่างมีนัยะ ซึ่งสวนทางกับ winning rate ที่ต่ำกว่า ระบบที่เล่นเองอย่างมีนัยะด้วย (พูดง่ายๆคือ Robot ซื้อน้อยตัว และยังซื้อยังจะขาดทุนบ่อยกว่ามากอีกด้วย) แล้วทำไม outcome มันดีกว่าอย่างมีนัยะขนาดนี้ เหตุผลง่ายๆเลย มาจากหุ้นไม่กี่ตัว TNH,BEAUTY,CHG,THAI แค่นั้นเอง! หุ้นที่ระบบซื้อที่เหลือขาดทุนแทบจะเกือบทั้งหมดตลอด 1 ปีกว่าๆ
ก็เลยมาคิดได้ว่า จริงๆแล้วระบบ Trend following นี่ diversified เยอะแบบ port ที่เล่นเอง ไม่ค่อยดีเลย (หรือเราเล่นไม่ดี = = แต่มันก็ระบบเดียวกันนะ) เข้าใจว่า diversified มันก็น่าจะเพิ่มจำนวน trade น่าจะเข้าใกล้สถิติใน paper trade มากขึ้น Volatile น้อยลง แต่เอาจริงๆไกล้เคียงแค่ average profit/loss % ไม่ได้หมายถึง profit outcome
หรือจริงๆแล้ว performance โดยรวมมันไม่ได้อาศัยหุ้นขึ้นหลายๆตัว แต่มันอาศัยหุ้นที่ทำโฮมรัน! (คือความรู้นี้มันก็มีมานานแล้วนะ แต่ไม่คิดว่ามันจะ effect ขนาดนี้) ไม่สิพูดให้ถูกคือ "focus หุ้นทำให้ performance ดีกว่า diversified?" เพราะสถิติมันน่าเหลือเชื่อมากเลย Robot มี winning rate 25% เอง ตั้งแต่ปี 2015 ถึงตอนนี้ พูดง่ายๆซื้อ 10 ตัวได้กำไร 2 ตัว แล้วทั้งหมดเป็นร้อยเทรด มีโฮมรัน 4 ตัว! เท่านั้น แค่นั้น
ปีสองปีอาจจะยังน้อยเกินไปในการสรุป คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆสัก 5 ปีขึ้นไป
แต่เท่าที่ศึกษาจะเซียนหลายๆท่าน ก็รู้สึกว่าจริงๆมันจะมีหุ้นไม่กี่ตัวเท่านั้น ที่จะเป็นหุ้นเปลี่ยนชีวิต เพราะฉะนั้นคิดว่าการ focus น่าจะเข้ากับธรรมชาติของตลาดหุ้นได้ดี
สรุปแผนที่น่าสนใจ
1) พยายาม Focus หุ้นให้มากขึ้น ลดการ diversified ลง
2) ทำให้ Volatile น้อยลง อันนี้จะลองหา indicator มาจับ คิดว่าคงหนีไปพ้น ATR กับ ADX ขอศึกษาอีกที
3) เรื่อง Limit exposure คิดว่าถ้า Focus หุ้นมากขึ้นแล้วน่าจะส่งผลโดมิโนมาที่ exposure ด้วย อาจจะดีขึ้น ยังไม่มีแผนเปลี่ยนตอนนี้ เพราะเดียวไม่รู้อะไรเป็นสาเหตุอะไรเป็นผลกันแน่
Year-To-Date
ณ วันที่ 30/06/2016
SET มี YTD 12.19% เป็นปีที่ขึ้น smooth มากเลยนะ ลองปิดตาปิดหูไม่ฟังข่าว มาดูกราฟ อืมไม่เลวเลย จริงไหม
Port ที่เล่นเอง มี YTD 6.83% ถือว่าแย่กว่ามาตราฐานมาก เมื่อเทียบกับ SET ไปถือกองทุนรวยกว่า
Port Robot มี YTD 10.84% ถือว่าใกล้เคียง SET แต่ก็ยังแพ้ตลาด อยู่ปลายจมูก
Paper Trade (backtest) มี YTD 26.05% ช่วยไม่ได้ มันซัด TNH ไปครึ่ง Port (แต่ Drawdown 18% นะ เทียบกับ trade เอง Drawdown ไม่ถึง 10% น่าจะนอนหลับสบายกว่า)
ถ้าเอา TNH ออก 1 ตัวเท่านั้น YTD ก็จะพลิกเกมทันที -0.38% Butterfly effect ชัดๆ +26% กับติดลบ = =! (แถม Drawdown 20%)
Momentum ครึ่งปี (ROC 6 เดือน)
ปีนี้เป็นปีที่มีหุ้นวิ่งมามากกว่า 50% เต็มไปหมด ถ้าใช้ระบบ Rotational trade จะได้ผลดีมากถึงมากที่สุด ปีนี้กองทุนก็น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีเอาเรื่องทีเดียว แต่ก็ไปกระจุกตัวอยู่ที่หุ้นระดับกลางๆ
THAI ถือเป็น winning สำหรับปีนี้เลย สิ้นปีคิดว่านะจะอยู่ 1 ใน 10 ของ super stock ได้ไม่ยากเลย (ปีที่แล้ว super stock คือ TAPAC ที่ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งเดือนแล้วเดือนเล่า)
BIG เป็นหุ้นที่ไม่ได้ซื้อเลย อยู่นอกสายตา ได้แต่มองตาปริบๆ สุดยอด คิดถึง BTS เหมือน 4 ปีที่แล้วเลย มาแนวเดียวกันขึ้นนิ่งๆเรียบๆ
BAT-3K หุ้นแบบนี้จุดพลุ 2 วัน กราฟไม่สวย แต่กำไรดี รถเราเสียบ่อยนะ แต่ยังไม่เคยแบตหมด = =
ปล.แต่ momentum อันดับ 1 ของเดือนที่ผ่านมา
QTC หุ้นพลังงาน พื้นฐานใช้ได้เลยนะ เห็นคนเชียร์เยอะ พวกเราก็น่าจะรู้จักกันแล้ว
TNH ขนาดย่อลงมาแล้วนะ ยังติด 1 ใน 5 momentum ที่ดีที่สุด ในช่วงครึ่งปีแรก ไม่ค่อยอยากพูดถึงเลย เป็นหุ้นที่เก็บมาน้อยมาก เพราะสภาพคล่องน้อย(ในตอนที่มีสัญญาณ) แต่คือ winning ที่สำคัญมาก พลาดไปแล้ว...
GL เป็นอีกตัวที่ค่อนข้างแข็งแกร่งที่เดียว ขายไปแล้วตอนย่อลง ไม่กล้าเข้าไปใหม่ RSI เริ่มไม่ดี
TVD ขึ้น smooth มากๆจนมาตัด MA ถือเป็นหุ้นดีมาก เพียงแต่สภาพคล่องตอนจะเกิดสัญญาณ ไม่กล้าเข้าเยอะ
COM7 ลากยาวมาตั้งแต่ปีที่แล้ว คือ character แบบนี้ มันขึ้นค่อนข้างช้า trailing วิ่งตามมาใกล้ๆกัน ทำให้เข้าออกบ่อยเกินไป อันนี้เป็นตัวอย่างว่า ถ้าระบบ trailing ช้าๆ อืดๆ ตัวนี้จะกำไรดีมาก กลับกัน ถ้า trailing เร็ว ตัวนี้จะเท่าๆทุน ถึงแม้มองภาพรวมเป็นขาขึ้นก็ตามที แค่ระบบไม่ match แต่สุดท้ายมันก็จะไป match กับตัวอื่นแทน อย่าง TVD,QTC ขึ้นแรง trailing เร็วๆก็จะดีกว่า
CMR สภาพคล่องน้อยไป
DTC จะไปขึ้นไหนก็ไปเถอะ นะ
VIH กลุ่ม รพ. ไม่มี BH เป็น lead ปีนี้กลุ่มโรงพยาบาลก็เหงาไปเลย จริงๆ VIH โรงพยาบาลวิชัยเวช เป็นคู่แข่งกับ มหาชัย ที่เราอยู่พอดี 555 แถมยังมีสาขาตั้งข้างๆกันอีก ฝ่ายการตลาดเค้ารุกพอสมควร ถึงขนาดตัดราคากันดื้อๆ เพื่อแย่งฉีด vaccine ให้โรงเรียนแถวนี้ รถ Emergency ก็ดีกว่าของมหาชัยเยอะ วิชัยเวชสร้างระบบรับ-ส่งผู้ป่วยฉุกเฉินของตัวเองได้ดี รพ.รัฐแถวนี้ยังจ้างรถจากวิชัยเวชเลย หลายๆคนอาจจะงง จริงๆแล้วระบบรับส่งผู้ป่วย emergency รพ.หลายๆแห่งก็จ้างรถข้างนอกวิ่งก็มีนะ ถือเป็นธุรกิจย่อยที่ได้กำไรดีมาก ดีกว่ารถสาธารณะเยอะ วิ่งครั้งนึงก็ครึ่งหมื่นเข้าไปแล้ว ยังนับเป็นกิโลอีก ใน 24 ชม ก็วิ่งกันทั้งวัน บางวันแค่เรานับรอบเล่นๆ ระหว่างตรวจ ER เราก็ว่าเป็นแสนๆบาทต่อวันเลยนะ ถือว่า margin เยอะ แล้วปัจจุบันก็กำลังบูมใน กทม เพราะรถติด อยากให้ผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลเร็วที่สุด คนรวยมี BENZ BMW จะกี่ turbo ก็ตายที่ไฟแดงรถคันหน้าหมด รถ emergency จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด .......ออกทะเลไปไกลแล้ว จบๆ
บทความนี้ยาวไปแล้วไว้วิเคราะห์ครั้งหน้า
SET ยังเกาะ Trend ขาลงอย่างเหนียวแน่น กระทบแนวต้านก็ไหลลงได้เรื่อยๆ จนกว่าแนวโน้มนี้จะหยุดลง ถึงแม้ RSI จะใต่ขึ้นมาเหนือ 50 ได้ ก็ยังกำกึ่ง ลองไปมองภาพใหญ่รายสัปดาห์
กราฟ week อันนี้ชัดกว่า ใครดูก็รู้ว่าขาลง RSI สอดคล้องกับ Index และ TrendLine แบบนี้พาลงมากกว่าขึ้น ในกราฟดัชนีอัตราเร่งลงไม่ได้มากเท่ากับปี 2013 เอื่อยเฉื่อยแบบนี้มีทรงออกข้างสูง ผิดกับ 2014 หลังขาลงรุนแรงก็มี reaction รุนแรงในทิศทางตรงกันข้ามได้ แต่ลงเนิบๆแบบ 2015 จะให้ขึ้นแบบหวือหวากระเทียมเจียวก็ยังไงอยู่ ส่วนตัวถ้า Trend ขาลงอยู่ ก็จะ bias ลง
สำหรับ Trend following ระบบที่ trend สั้น stop เร็วมักไม่มีปัญหา แต่ mid-long Term Trend following มีปัญหาจาก Volatile และ ภาพรวมแบบนี้ ขึ้นนิดเดียวก็ลงต่อ กลายเป็น Drawdown perior เล่นแล้วมักจะหงุดหงิด คงต้องทนรอ uptrend confirm ชัดๆ
ขาขึ้นรอบใหญ่? ...คิดซะว่า มันผ่านไปแล้ว คงต้องรอทั้งโลกมีอะไรใหม่ๆ พาดัชนีพวกเราไป
Leading ผ่อนคลายลงเป็นไฟเหลืองแล้ว แต่ก็ยังไม่น่าไว้ใจอยู่ดี
Port ขึ้นมา 5% แต่ DD ก็ยังอยู่แถวๆ 20% ไม่ไปไหน (ไม่ได้ Performance ดีนะ เพราะจริงๆมันก็ล้อไปตาม SET index เนื่องจาก SET ก็ขึ้นมาราวๆ 4% เหมือนกัน) กลยุทธ์ตอนนี้เปลี่ยนตัวที่ถือหนัก port เป็นตัวเด่นๆจาก Relative Strength ของเดือนก่อนๆ อย่างเช่น CHG CPNCG TAPAC TASCO UNIQ VNG ตัวไหนที่เป็น New upcoming จะลด position ก่อนซื้อลงไปอีก ไม่บ้าเหมือนสมัย SET uptrend แล้ว ส่วนที่ถือมายาวนานเกือบปีอย่าง BH ตัด MA ลงมาทิ้งไปครบแล้ว port เบาเลย รอดูถ้ามี new high ค่อยน่าสนใจ
Review October
TAPAC ขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง เดือนที่ผ่านมา ขึ้นแบบบ้าเลือดแบบนี้ เอาที่สบายใจละกัน 200% ในเดือนเดียว
TPA จุดพลุ
PRAKIT จุดพลุเหมือนกัน ซื้อมาหยิบมือ
TIPCO เดือนก่อนมาเป็นอันดับ 1 แล้วพา momentum มาต่อสวยงาม เป็นตัวอย่างที่ดีของ market anormaly
UREKA ขึ้นมาเป็นหย่อมเล็กๆ new upcoming
APCS ตัวนี้เสียดายที่ไม่ได้เลือกถือไว้ เพราะ Vol น้อย จริงงบการเงินดีขึ้น หนี้น้อยลง momentum ก็ดี
FVC เปิด gap ยาว เล่นของสูง แรงรับเยอะพอสมควรเลยตามน้ำไปนิดหน่อย
COM7 หุ้นใหม่ไฟแรง จ่อขึ้น new high ตัวแบบนี้รอดูก็ได้ ประวัติน้อย money game
TASCO เทพอย่างต่อเนื่อง พูดมาทุกเดือน ดูกันจนเบื่อแล้ว ถือได้ยาวจริง กำไรเป็น 100%
S11 เด้งมา vol น้อยไปหน่อย MA ปริ่มๆ แบบนี้รอดูไปก่อน
NCL เหมือนกันเด้งเดียว ไม่น่าสนใจตอนนี้ MA ยังอยู่ใน zone ขาลง
TPAC ตัวนี้น่าสนใจทำลาย All time high
SMPC swing มากกว่าจะเป็น trend
S RS เดิม หลังจากขาลงยาวนาน MA 25 ตัดขี้นมาสักพัก Vol ก็มี new upcoming น่าสนใจ เก็บเป็น watch list ก่อน
SANKO swing มากกว่าเป็น Trend
SYNEX เป็น watch list ของเดือนสิงหาคม กราฟ week คล้ายๆ cup&handle ส่วน MA ตัดขึ้นไปนานแล้ว
HANA เป็น watch list จากเดือนกันยายน ลากมา 2 เดือนแล้ว MA พึ่งตัดขึ้นมา รอดู
DIMET swing มากกว่าเป็น Trend
TR จุดพลุ
PG จุดพลุ
KSL พึ่งเด้งขึ้น new upcoming และ MA พึ่งตัดขึ้น เก็บเป็น watch list รอดู
LIT ต้นปีตัวนี้ทำกำไรให้เยอะและก็ลงแรง ฝังใจ รอดูก่อน
SPA ตัวนี้ Momentum สวย ว่าจะเก็บเพิ่มอีกหน่อย
GOLD เด้งแรก MA พึ่งตัดขึ้น new upcoming รอดู
GUNKUL หุ้นมหาชน MA ยังเป็นแนวโน้มขาลง รอดู
GC จุดพลุ ไม่เป็น trend
UV พึ่งขึ้นรอดูก่อน
VNG momentum สวย ถ้ามี new high อีกรอบว่าจะเก็บเพิ่ม