SET ดูไม่ดีเลยหลังจากขึ้นมาให้ใจชื้นตั้งแต่ต้นปี ....ตบเดือนเดียว อะไรๆก็ดูแย่ไปหมด ยังอยู่ในช่วง Sideway ถ้ามี New Low ก็คงรอกันยาวๆ RSI ลงมาเลี้ยงล่างถ้าไม่ตัด 50 ขึ้นมาก็มีแนวโน้มลงมากกว่าขึ้น อันที่จริง SET เราก็ขึ้นมา Trade กันที่ PE สูงมากๆแล้ว ขนาดใน TV ยังหยิบเรื่องนี้มาพูดเลย (อันที่จริงก็มีคนพูดมาตั้งแต่ต้นปีเลยนะ)
ref: https://www.set.or.th/th/market/market_statistics.html
อันนี้เป็นสถิติ PE รายเดือนตั้งแต่ 2518 ถึง ปัจจุบัน ค่าเฉลี่ย PE อยู่ที่ประมาณ 18 (เส้นสีเขียว) และเส้นสีเหลือคือ +- 1SD และเส้นสีส้มคือ +- 2SD SET เราเคย trade กันเกิน 2SD อยู่แค่ 3 ครั้งในประวัติศาสตร์ เด่นๆก็ตอนสงคราม วิกฤตต้มยำกุ้ง และ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แต่ตอนนั้นภาคธุรกิจจริงก็แต่งตั้งชื่อให้ได้จำกัน แต่วันนี้มันถึงขั้นนั้นหรือยัง? จะมีชื่อให้มันเร็วๆนี้มัน ถ้ามันลงยาวๆ ดูแนวโน้มแบบนี้แล้ว Upside มันช่าง Limit อย่างยิ่ง มีอยู่ 2 ทางเท่านั้นที่ SET เราจะได้ไปต่อกัน คือ
1) เศรษฐกิจจะต้องมี Earning ที่วิ่งตามดัชนีให้ทัน --> ก็ต้องลองคิดดูว่าอนาคตบริษัทไทยเราทั้ง 700 ตัว จะดัน Earning เพื่อกด PE เราให้กลับมาสู่ภาวะปกติได้รึเปล่า
2) สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ไปเลย ทุกคนพร้อมใจกัน Trade ที่มากกว่า PE+2SD เป็นเรื่องปกติ เนื่องจากเงินเฟ้อล้นโลก --> ถ้าพึ่ง FundFlow เราก็ไม่ต้องสนใจ PE ในอดีตมากนัก เอาแค่เทียบกับประเทศรอบข้างเรา แล้วเราเนื้อหอมกว่าก็พอ ยังไงเงินก็ไม่มีวันหยุดอยู่กับที่
Leading system ไฟแดง แผนคือ Limit Exposure ไม่เกิน 30% + งด Pyramid
จริงๆค่า Maximum ของ Exposure 30% มันมาอย่างนี้ครับ ตอนปกติระบบที่ Backtest มาช่วงขาลงยังไงก็ขาดทุนมากกว่าได้ แล้ว Drawdown มันมักลึกขึ้นเรื่อยๆในขาลง จนมาสุดที่ค่าๆหนึ่งซึ่งก็จะกลายเป็น Maximum DD ในช่วงเวลานั้น แต่ปัญหาคือเราไม่มีวันรู้ว่ามันจะไปหยุดเมื่อไหร่ พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ และผมไม่เอาอีกแล้ว Fully System แต่ก็ไม่อยากหยุด System ไปเลยเสียทีเดียว ผมก็สมมติไปเลยถ้าหากเรา run system เสมือนว่ามันเหลือเงินแค่ 30% ของ Port และซื้อขาย 30% ของ Position ที่ควรซื้อ ทีนี้สถิติ"จำนวน"กำไร/ขาดทุนใน Port จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่"ขนาด"กำไร/ขาดทุน น้อยลง ก็น่าจะทำให้ DD ไม่ลึกเท่า Fully System
==> ถ้าเทียบกับไพ่โปกเกอร์(Poker) คือ ในเมื่อหน้าไพ่เรารู้อยู่แล้วว่า Risk ไม่คุ้ม Reward ที่จะเสี่ยง มีทางเลือกที่ฉลาดในการ Bet ครั้งนี้ก็คือ ไม่หมอบไพ่ไปเลย(หยุดเล่น) ก็ Bet ให้มันน้อยลง ทีนี้เราจะเลือกอะไรก็แล้วแต่คนจะเสี่ยงครับ ในเกม Poker ก็ต้องเสี่ยงเหมือนกัน เพราะความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในเกมนี้คือ "อนาคต" เราไม่รู้ว่าอนาคตไพ่ที่หมอบอยู่มันเข้าข้างเราหรือไม่ ในกรณีของผมก็แค่เสี่ยงเท่าที่เราจะได้ดูไพ่ใบต่อไป แต่ก็ bet ให้น้อย เพื่อที่เราพลาดจะได้มีสิทธิ์เริ่มจั่วไพ่กันใหม่ในรอบหน้า ดีกว่าลุกออกจากโต๊ะเป็นไหนๆ
Port YTD 17.31%
SET YTD 15.15%
ช่วงนี้ exposure ราวๆ 20% ไม่มีหุ้น winning เลย ทุกตัว คิดว่าคงรอให้ผ่านพ้นช่วงที่ลำบากนี้ไปก่อน ค่อยคิดกันอีกรอบ สรุปแล้ว 2 ปียังไม่กลับไปจุดสูงสุดเดิมเลย แค่ YTD พอไปวัดไปวาได้เฉยๆ แต่ Equity ตั้งแต่ตน MaxDD ตั้งเกือบ 40% จะเอากลับมาได้ก็ต้องทำกำไร 67% เพื่อกลับมาเท่าทุน ตอนนี้ยัง DD ~10% ต้องทำอีก ~10 % ทรงแบบนี้ก็น่าจะปีหน้า Drawdown period 3 ปี!
ปล. ยังไม่ได้เปิดดู Robot แต่น่าจะคล้ายๆกัน ไว้สิ้นปีค่อยดู ไม่อยากกวน
Momentum
ไม่มีตัวไหนอยู่ในสายตาเลย ต้องไปขุดกันดู
SET ว่าจะอัพเดท สิ้นเดือน แต่พึ่งโพสไป ก็โดนตบเลยติดต่อกัน 5 วัน ร้อยจุด algorithm นี่ตัดขายเท่ากับล้าง port .....ไม่อยากหาเหตุผล... มาดู RSI ก่อนตัด 50 พร้อมกับ ลงมาเขต oversold สุขภาพของ SET ดูไม่ดีเลย มันไม่ได้ลงมา Oversold ตั้งแต่ต้นปีมาแล้ว อันนี้ครั้งแรก
SET กราฟ week ราคาหนี Trend line ไปแล้ว ดีดเกิน 2SD ด้วย แบบนี้ไม่ sideway ก็เป็น Downtrend
Leading index ไม่มีหุ้นอยู่เลย ตัดเป็นแดง 100% แผนคือ exposure ไม่เกิน 30% + งด pyramid
วันนี้ไม่ดู Momentum เปลี่ยนมาดูสุขภาพหุ้นทุกตัวในตลาดกัน ผมจะ explore หุ้นทุกตัว เพื่อหา Bullish signal โดยใช้ indicator ที่ Technical ส่วนใหญ่ทั่วๆไปใช้กัน เช่น ราคาอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย เชื่อว่าหุ้นตัวนั้นกำลังอยู่ในขาขึ้น หรือ RSI มากกว่า 70 แสดงว่าราคาขึ้นมาเยอะ หรือ MACD>0 เชื่อว่าราคาอยู่ในขาขึ้น ฯลฯ แบบนี้นะครับ แล้วก็นับเลย ว่ามีหุ้นกี่ตัวที่เข้าเงื่อนไขขาขึ้นนี้
Criteria
1) มีหุ้นทั้งหมดใน List 649 ตัว ณ วันที่ 8/9/2016
2) ราคาปิดวันที่ 8/9/2016 มากกว่าราคาปิดเมื่อวาน
3) ราคาปิดวันที่ 8/9/2016 มากกว่าราคาปิดเมื่อเดือนที่แล้ว
4) ราคาปิด > MovingAverage 20 วัน (1 เดือน)
5) ราคาปิด > MovingAverage 60 วัน (3 เดือน)
6) ราคาปิด > MovingAverage 200 วัน
7) MovingAverage 20 วัน > MovingAverage 200 วัน
8) RSI 14 วัน > 70
9) RSI 14 วัน > 50
10) RSI 14 วัน > 30
11) MACD > 0
12) MACD > Signal
13) PDI > MDI (ที่เอาไว้คำนวน ADX)
14) Stochastic %K > Stochastic %D
แค่นี้ก่อน เอาเข้า exel แล้วนับ ส่วนประกอบภายในวันนี้ดู
สรุปออกมาได้ดังนี้
เละ คือสัญญาณระยะสั้นไม่เหลือ แค่ราคาหุ้นมากกว่าเดือนก่อนหน้า ยังมีแค่ 1 ใน 4 ของตลาด (25.62%) ราคายืนเหนือค่าเฉลี่ย 20 วัน มีแค่ ~15% ลดหลั่นกันลงมา แทบไม่มีหุ้นวิ่งอยู่ในเขต Overbought 1.85% นี่คือ ไม่เหลือแรงซื้เลยก็ว่าได้ RSI ต่ำกว่า 50 มากกว่า 80% ของทั้งตลาด แปลว่าอัตตราเร่งหุ้นกลับทิศหมด PDI กับ Stochastic ก็ไม่เหลือ ช่วงแบบนี้ TrendFollowing ระยะสั้นกับระยะกลาง จะกิน trend ยากมาก น่าจะโดนสัญญาณตัดขายไปหมดแล้ว โดยเฉพาะกลุ่ม algorithm เหลือแต่สัญญาณระยะยาว อย่างเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน แต่นั่นก็มีแค่ ครึ่งๆของทั้งตลาดแล้ว โอกาสที่จะกำไรในเวลาแบบนี้ช่างยากเหลือเกิน
ส่วน RSI < 30 ยังมีแค่ 14% มีแนวโน้มว่าหุ้นยังมีให้ลงได้อีกเยอะ
SET ยังคงเกาะ Trend ขาขึ้นอยู่ จริงๆ trend line ที่วาดอาจจะดูแปลกๆ ทับไปทับมา เพราะจริงๆผมวาดมันจากกราฟ week รูปก็จะเป็นแบบนี้

จะสังเกตว่ามันไม่ได้ขี่ trend line ข้างบนเส้น คือผมไม่ได้สนใจว่ามันจะตัดเส้น trend line เมื่อไหร่ แต่วิธีที่ผมใช้คือ ไว้สังเกตช่วงระยะของ trend ได้ ..มันเป็นอย่างงี้ครับ ปกติ trend line จะมีความชันคงที่ (นิยามของเส้นตรงทั่วไป) แต่ราคาหุ้นมันไม่ได้เคลื่อนที่เป็นเส้นตรง มันมียึกยักๆ อยู่ตลอดเวลา เราเรียกมันว่า ความผันผวน (Volatile) ปกติเวลาหุ้นจะสร้าง trend มันก็จะ"เคลื่อนที่เฉลี่ย"ไปในแนวนั้น พูดง่ายๆคือ ขาขึ้น ก็ดูโดยรวมแล้วมันขึ้นนั่นแหละ แค่มันยึกยักขึ้นน้อยบ้างมากบ้างแล้วแต่ความผันผวน สังเกตว่าทุกๆครั้งที่ลาก trend line ผมจะรอให้ RSI มันตัด 50 ซะก่อน เช่น ช่วงปลายปี 2015 เป็นขาลงมานาน จนกระทั่งต้นปี 2016 ก็มีการกลับตัวเล็กๆ "และ" RSI ตัด 50 ขึ้นมาด้วย (ถ้าไม่ตัดผมจะมองว่ามันยังเป็นขาลงอยู่) จากนั้นผมจะเริ่มลาก trend line จากราคา ณ เวลานั้น มันก็จะได้เส้นขึ้นมา 1 เส้น ผมจะใช้มันเป็นตัววัดคุณภาพของ trend กล่าวคือ ถ้าราคายังวิ่งเหนือ trend line แสดงว่าความชันมากกว่า Trend Line แปลได้ว่าราคาขึ้นแบบมีอัตตราเร่งขึ้นด้วย แต่ถ้าราคาขึ้น แต่อยู่ใต้ trend line แสดงว่าความชันน้อยกว่า trend line แปลได้ว่าราคาขึ้นแบบมีอัตตราเร่งถดถอย ยิ่งมันห่างจาก trend line มากเท่าไหร่ ก็แสดงว่า มันเริ่มไม่มีอัตตราเร่ง RSI ก็ควรจะน้อยลง และ ถ้า RSI ต่ำกว่า 50 แสดงว่า อัตราเร่งกลับทิศ แปลได้ 2 อย่าง คือ 1) เรากำลังอยู่ใน sideways 2)ราคามีโอกาสกลับทิศ
มันเป็นประมาณการอย่างง่าย และมีประโยชน์มาก การเบ้ออกจาก Trend Line จริงๆมีการนับกันเป็น Standard Derivation ด้วยหากว่าการเคลื่อนที่วิ่งออกเกินกว่า 2SD หรือ 3SD จะถือว่ามีความผิดปกติ หรือความไม่คงตัว(unstable) มีความน่าจะเป็นสูงที่จะ swing กลับเข้าหาค่ากลาง แต่ข้อมูลเป็น time series การใช้ Trend Line ที่ไม่มีการเคลื่อที่เลยจะดูไม่ update กับข้อมูล ก็กลายเป็นปฐมบท band ทั้งหลาย อย่างเช่น Bollinger Band
...ฟังดูแล้วซับซ้อน แต่คร่าวๆที่ผมใช้ก็ประมาณนี้แหละครับ ไว้ลงรายละเอียดลึกๆมากกว่านี้ ในเรื่องของ Linear Regression ถ้าศึกษาลึกไปอีกในสมการ Finance ทั้งหลาย เจ้า Linear R. ก็เริ่มแตกหน่อ เป็นฝั่งที่เชื่อ กับ ไม่เชื่อ เพราะ จริงๆแล้ว โลกการเงิน เรานับทุกอย่างเป็น "อัตตราส่วน" ตัวอย่างเช่น คนได้กำไร 50 บาท 2 คน ถ้ามองแบบ Linear R. ก็สรุปได้ว่า 2 คนนี้ทำกำไรได้เท่ากัน แต่เอาจริงๆมันสรุปแบบนี้ไม่ได้ เพราะถ้าคนแรกมีเงินล้านบาท ทำกำไร ได้ 50 บาท นี่มันกำไร 0.005% เทียบกับ คนที่สองมีเงิน 100 บาท กำไร 50 บาท โห กำไร 50%!! จึงเป็นผลให้มีคนอีกกลุ่มค้านเรื่องการนำเอา Linear R. มากใช้กับ Fincance ก็เลยมีศาสตร์ของ Non-Linear ขึ้นมา ในทางวิทยาศาสตร์ก็ใช้ Non-Linear ในการพิสูจน์ตรรกะทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอัตตราการเติบโต ไม่ว่าเป็นเรื่องพลังงาน พูดอย่างวิทยาศาสตร์คือ Linear ยังพออนุโลมได้ในกรณีที่กรอบอ้างอิงเล็กๆ แต่ทฤษฎีบททั่วไปให้นำหนักกับ Non-Linear มากกว่า แต่ในชีวิตประจำวันเราจะไม่ชิน เพราะ Linear เข้าใจง่ายกว่า Non-Linear ซึ่งจะเริ่มเป็นคณิตศาสตร์มากกว่าเป็นสามัญสำนึก ยิ่งพูดยิ่งลึก เอาไว้ก่อน ไปไกลแล้ว
ปล.อีกนิดนึง สังเกตดีๆช่วงขาลง Volatile สูงมากถึงขั้นที่ ราคาลงแบบแทบไม่มีอัตตราเร่งถดถอยเลย นี่เป็น 1 ใน anormaly ของตลาด ที่เป็นเอกลักษณ์ของสินค้าที่ทำกำไรได้ข้างเดียว (เช่น หุ้น) ทำให้การตัดขึ้นข้าม trend line มีนัยยะสำคัญมากกว่าการตัดลงข้าม Trend line ส่วนทำไม RSI ต้องใช้ 50 ไว้ค่อยไปพูดถึงมัน
ต่อกันเรื่องทั่วไปดีกว่า SET จากหลายสำนักก็คาดว่าจะขึ้นไปอีกในระยะกลาง เพราะดูๆแล้ว ฝรั่งก็ยังสะสมหุ้นต่อเนื่อง มันไปติดตรงที่ PE ของ SET เราไปอยู่บริเวณ Peak พอดี คือเอาจริงๆ วันนี้เรากำลัง Trade กันที่ PE เดียวกันกับ จุดสูงสุดกลางปี 2013 และปลายปี 2014 ทำให้เป้าหมายของ SET มันก็เลยไปเฉลี่ยๆอยู่แถวๆ 1550 เนี่ยแหละ
ในมุมมองของผมคิดว่า(อันนี้ความคิดส่วนตัวนะครับ ไม่มีหลักฐาน) เงินล้นโลกแบบนี้ QE ที่พิมพ์เงิน มันก็ไม่ได้ไหลเข้ากระเป๋าทุกๆคนเท่ากัน มันไปอยู่ในสินค้าทางการเงิน ไปอยู่ในหุ้น ไปอยู่ในทองคำ ใครเข้ามา Trade ในช่วง QE มันก็จะได้เงินง่ายกว่า ช่วงไม่มี QE อันนี้เถียงไม่ได้ เงินเฟ้อ เพราะใครๆก็ได้กำไร เงินกลับหาง่ายในโลกของการลงทุน สวนทางกับชีวิตจริง เราจะต้องคิดดีๆ เพราะ QE ทำให้ Earning มันวิ่งตามปริมาณเงินไม่ได้ มันต่างกับธุรกิจจริง อันนั้นเราเล่นกันเงินแลกสินค้าที่เราพอใจ ขายสินค้าที่เราคิดว่าดี แล้วเราก็แลกวัตถุ/บริการกัน แต่ตลาดหุ้นมันไม่ได้มีเหตผลตรงๆแบบนั้น หุ้นไม่ต้องมีค่าก็ได้ แค่มี "เงิน" ก็พอในการขยับราคาแล้ว แล้ว "กำไร" มาจากราคาขยับขึ้น เพราะงั้นถ้าเงิน flow มาก็ต้องตาม flow ไป
Leading ไฟเขียว
Port ไปแตะๆ all time high แปปๆ แล้วก็ยังนัวเนีย แถวนี้เหมือนเดิม
YTD Port 22.61 %
SET มี YTD 19.54%
ก็ยังหนี correlation กับ SET ไม่มากเท่าไหร่ แต่ถือว่าดีกว่าก่อนเยอะ หนักไปที่ TFG มาก(กราฟ YTD แทบจะวิ่งล้อกันกับ TFG ) ตอนแรกว่าจะขายแล้ว โดน Smart money ทุบ แต่ RS ยังโอเคก็เลยรอดูก่อน แต่ไม่ pyramid แล้วเยอะไป กลัวออกไม่ได้ เดือนนี้ไม่มีอะไรพิเศษเลย ไม่ได้คิดเยอะ = =
Robot มี YTD 22.83% ถือว่าโอเคกลับมาเท่ากับ Robot แล้ว
แต่ Robot New High ไปแล้ว ... สถิติเหลือเชื่อเหมือนเดิม...
อันนี้ดึงสัดส่วนถือครองหุ้นของ Robot ที่บัวหลวง ถือกลุ่มก่อสร้าง 38% เยอะมาก แต่สัดส่วนกำไร 8% เท่านั้นเอง แต่ตัวที่กำไรสูงสุดและประคอง Port ทั้งหมด มาจากกลุ่ม Food และมาจากหุ้นแค่ตัวเดียว = = TFG ถือแค่ 14% แต่ HomeRun 127% นอกนั้นขาดทุนกำไรกลบไปมาพอๆกัน
อยากได้สถิติแบบ iTracking ของบัวหลวงบ้าง ดูดีมีประโยชน์ที่สุด
อันนี้ iTracking ของปี 2016 ปีนี้
สถิติ Postion ที่มีนัยยะสำคัญของ Port ในครึ่งปีแรกคือ
THAI Hold 8.75% Profit 53.15%
BEAUTY Hold 12.5% Profit 34.51%
TNH Hold 37.5% Profit 39.66%
GL Hold 20.01% Profit 13.96%
สถิติ Position ที่เสียหายหนักที่สุดของ Port ในครึ่งปีแรก
INET Hold 14.28% Loss 25.72% (เกิดจากตามระบบ โดนทุบไม้เดียว ขาย ATO ทิ้ง Gap เพิ่ม)
นอกนั้นก็เกาะตามค่าเฉลี่ย
Momentum เดือน สิงหาคม
ไม่พูดเยอะละกัน เอาตัวที่อยู่ใน watchlist ก่อน
SAPPE มาจากฐาน ไปพร้อม Vol น่าสนใจ
ABC อดีต winner เมื่อปี 2014 รอดูก่อน
SAWANG ไม่ได้สนใจเพราะไร้เทรนมาก่อน
TFG เป็น IPO ปีก่อนที่ร้อนแรงจริงๆ หุ้นขึ้น Vol หาย สุดยอด
AJD งบเฉยๆนะ แต่ momentum ถือว่าสวยมาก wave นี้ยาว 3 เดือนแล้ว เหมือน kool เลย อันนี้ wave ยาว 6 เดือน !!
WIIK ขวัญใจ VI ทุบวันนี้ไม่น่ารักเลย แต่ยังอยู่ใน Impulse ขาขึ้น แต่ถ้าทุบต่อก็คงต้องปล่อย
PERM กลุ่มโลหะ
Momentum (Rate Of Change) Part 3
มาคุยกันเรื่อง ROC ต่อจากตอนก่อน เพื่อให้เข้าใจระบบที่ผมเล่นมากยิ่งขึ้น ที่มาที่ไปว่าทำไม indicator ที่ชื่อ Rate Of Change ผมถึงหยิบมาพิจารณาทุกเดือน เบื้องหลังจริงๆ ผมก็ไล่ดูกราฟทุกตัวลงไปเรื่อยๆสัก 30-100 หุ้น ที่เรียงอันดับมา แล้วแต่เวลาจะอำนวย แล้วก็เลือกเข้ามาใน watchlist ...วันนี้ผมจะลงลึกเข้าไปอีก ว่าเบื้องหลังของเบื้องหลัง อีกที ซึ่งเป็นการวิจัยเล็กๆ ที่ผมได้เก็บขอมูลมาสักพักแล้ว มีงานวิจัยลักษณะแบบนี้ในต่างประเทศ แต่สำหรับหุ้นในตลาดเมืองไทยผมยังหาไม่เจอเลย ผมอยากรู้ผมก็ทำแล้วมาเล่าให้ฟัง แชร์ได้เลยแค่ใส่ reference เล็กๆด้วยนะครับ ^ ^
จากความเดิมตอนก่อน เผื่อใครยังไม่รู้จัก ให้กลับไปอ่านที่
Momentum (Monthly Rotational System) part 1
http://idestinyo.blogspot.com/2015/09/momentum-monthly-rotational-system-part.html
Momentum (Monthly Rotational System) part 2
http://idestinyo.blogspot.com/2015/09/momentum-monthly-rotational-system-part_5.html
สรุปสั้นๆ ได้ว่า ROC 1 เดือน เป็น Market Anormaly ในกลุ่ม Momentum อย่างหนึ่งที่ใช้ได้ผลในระยะยาว (20 ปีในตลาดหุ้นไทย)
ROC หรือ Rate Of Change มีหน่วยเป็น % คำนวนจากราคาปิดของปัจจุบัน ลบด้วยราคาปิดในอดีต แล้วเทียบจากราคาในอดีตเป็น % เช่น ROC 20 วัน ก็คือ ราคาปิดวันนี้ ลบด้วยราคาปิดของ 20 วันที่แล้ว ได้เท่าไหร่หารด้วย ราคาปิดของ 20 วันที่แล้ว คูณ 100 เป็น % ออกมา เครื่องหมายบวกหมายถึงราคาเพิ่มขึ้น เครื่องหมายลบหมายถึงราคาลดลง
บทความที่แล้ว ผมเลือก ROC ที่มากที่สุดในแต่ละเดือน ซื้อตัวละ 5% ซึ่งข้อมูลที่ได้ก็จะเป็น selective data โดยเป็นการซื้อขายเสมือนจริง มี equity มี Drawdown ตาม Time series แต่คราวนี้ผมจะวิจัยโดยนำข้อมูลทุกวันมารวมกัน ของหุ้นทุกตัว(ยกเว้น DW กับ Warrant) ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2010 เป็นเวลา 10 ปี จะไม่ได้ใช้ amibroker ก็เลยไม่มีภาพสวยๆให้ดูนะครับ เราจะใช้ SPSS และ Exel ทั่วไปเนี่ยแหละครับ มาทำการดึงค่าทางสถิติที่น่าสนใจ กลายเป็นข้อมูล Cross sectional แทน
ปล. ผมจะไม่ลงรายละเอียดทุกขั้นตอนในการใช้โปรแกรมนะครับ เพราะใช้เวลานานกว่าจะดึงข้อมูลเสร็จ หลายเดือน และก็แอบเข้าใจยากอยู่ จะพยายามให้อ่านง่ายที่สุด
สมมติฐาน : (เหมือนตอนที่แล้ว) ผมเชื่อว่า Momentum ในอดีต ราคาที่ขึ้นอยู่สามารถคง momentum ให้ราคาขาขึ้นต่อไปในอนาคตได้
คำถามก็คือ
1) หุ้นจะขึ้นต่อไปกี่ตัว หุ้นจะกลับลงไปกี่ตัว และคิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่? ในคาบเวลาหนึ่งๆหลังจาก เวลาที่หุ้นมี momentum ที่ดีที่สุดเทียบกับตัวอื่นในตลาด เพื่อหาความน่าจะเป็นในการทำนายทิศทางในอนาคต
2) ราคาจะเปลี่ยนไปกี่ % ? ในคาบเวลาหนึ่งๆหลังจาก เวลาที่หุ้นมี momentum ที่ดีที่สุดเทียบกับตัวอื่นในตลาด
นิยาม ของ "momentum ที่ดีที่สุดเทียบกับตัวอื่นในตลาด" ผมเลือก ROC 1 เดือนมาใช้ เหมือนเช่นบทความก่อนหน้า โดยจะเลือกตัวที่ดีที่สุดจากการที่หุ้นนั้นๆ เริ่มมี ROC สูงที่สุด 50 ตัวแรก (ในทางปฎิบัติ ผมก็แค่เปิดดู indicator ROC ทุกๆวัน มันก็จะมีตัวที่ขึ้นมา มีตัวที่ตกไป อยู่ตลอดเวลา แล้วผมก็ค่อยๆดึงข้อมูลบันทึกเฉพาะหุ้น New upcoming ที่พึ่งมี ROC สูงสุดเข้ามา)
นิยาม ของ "คาบเวลาหนึ่งๆหลังจาก เวลาที่หุ้นมี momentum ที่ดีที่สุดเทียบกับตัวอื่นในตลาด" ก็คือหลังจะผมดึงข้อมูลวันนั้นมาแล้ว ผมก็วัดอัตราการเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้นอีก 20 วัน เป็น % (ในทางปฏิบัติก็คือ ROC 20วัน ของ 1 เดือนข้างหน้า(20 วันข้างหน้า) พูดง่ายๆก็คือ ผ่านไป 1 เดือนหุ้นตัวที่คัดเข้ามา มีการเปลี่ยนแปลงราคาเป็นอย่างไร
จะเห็นว่าจริงๆทำไม่ยากเลย เพราะเราไม่มีตัวแปรใดๆเลยนอกจาก "ราคาปิด" (Close) ที่เป็น "Time series"
จากนั้นก็คำนวน ROC ตามสูตร แล้วจัดการเรียงข้อมูลใหม่ตามวัน แล้วก็จัดการ sort หุ้นที่มี ROC สูงสุด 50 อันดับแรกเท่านั้น ในคาบเวลา 1 วัน เรียงไปเรื่อยๆตามวัน เราจะได้หุ้น 50 ตัวทุกวัน เลือกเฉพาะหุ้นที่พึ่งโผล่เข้ามาใหม่ นับเป็น New upcoming ที่เราต้องการ จากนั้นจึงดึงข้อมูลมาแค่ "ROC 20 วันของ 20 วันข้างหน้า" แค่ค่าเดียวก็พอ (ค่อยๆทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ) จะได้หน้าตาแบบนี้
จริงๆไม่ต้องเอาวันที่ กับ ชื่อหุ้นมาอีกแล้ว เพราะเราไม่ได้สนใจข้อมูลเป็น time series อีกแล้ว และเราก็ไม่สนใจชื่อหุ้น เราได้ Rate Of Change หรือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น หลังจากที่มันได้เป็น หุ้นที่มี ROC สูงสุด 50 อันดับแรก ไปแล้ว และ ROC มีความหมายในตัวเองครบอยู่แล้ว เครื่องหมาย บวก คือ หลังจากนั้น 20 วันหุ้นขึ้น ในทางกลับกัน เครื่องหมาย ลบ คือหลังจากนั้น 20 วันหุ้นลง และปริมาณตัวเลขคือ ขึ้น/ลงไปกี่ % แค่นี้ก็คำนวนค่าเฉลี่ยนได้แล้ว
เราก็เรียงข้อมูลก่อน แล้วก็ใช้ Function ใน exel สรุปผลได้ดังนี้
นับข้อมูลทั้งหมด All คือมี 14,237 ครั้งที่หุ้นเริ่มมี Momentum ที่ดีที่สุดจาก 50 อันดับแรก
Negative คือ หุ้นที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง(ผ่านไป 20 วันราคาอยู่ที่เดิม ผมถือว่าเป็น Negative) และ หุ้นที่เปลี่ยนแปลงลง(ผ่านไป 20 วันราคาลง) รวมทั้งหมด 7,890 ครั้ง
Positive คือ หุ้นที่เปลี่ยนแปลงขึ้นเท่านั้น (ผ่านไป 20 วันราคาขึ้น) มีทั้งหมด 6,347 ครั้ง
สัดส่วน Positive : Negative ราวๆ 45 : 55 สรุปว่าจริงๆ "ROC ไม่ได้แม่นยำ"อะไรเลย มันใช้ทำนายทิศทางหุ้นไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แย่กว่าการโยนเหรียญอีก
แต่...
แต่สิ่งที่น่าสนใจมันอยู่ที่ อัตราการเปลี่ยนแปลงต่างหาก มันน่าทึ่งตรงที่ Average Positive คือ เฉลี่ยแล้วใน 6347 ครั้งที่ผ่านไป 20 วัน หุ้นจะขึ้นไปเฉลี่ยถึง 15.61% ในขณะที่ Average Negative คือเฉลี่ยใน 7890 ครั้งที่ผ่านไป 20 วัน หุ้นจะราคาลดลงแค่ 9.53% เท่านั้นเอง หมายความว่าข้อมูลเบ้ขวา คือ Population (หรือในที่นี้คือ Probability) มีการกระจายตัวของข้อมูลไม่เท่ากันเบ้ไปทางบวก!!!
พอลองมา plot กราฟ ก็ค้นพบว่า มันช่างคล้ายกันกับ ระบบ Trend Following ทั่วๆไปอย่างมาก! ก็คือสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงของราคาในทิศทางบวก มากกว่า ทางลบ ถึง 1.64 เท่า แล้วมี Tail ไปทางบวก ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงในทางลบกระจุกตัวอยู่ใกล้ 0 มากกว่า
สัดส่วน Payoff ที่สูง 1.64 เท่า แสดงว่าถึงแม้เรามีโอกาสกำไรเท่ากับการโยนเหรียญ แต่เมื่อได้ที่เหรียญออกหน้าบวก ก็จะได้กำไรถึง 15.4% และถ้าสมมติเราสามารถ ซื้อขายได้ทุกๆตัวพร้อมกัน มันให้กำไรคาดหวัง (Expectancy) เป็นบวกอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าเรามีโอกาสชนะพนันในครั้งนี้ที่อัตราส่วน 1.64 เท่า
อย่าลืมว่านี่เป็นเพียง Pure statistic ที่ยังไม่ได้ใส่ Money Management เลยนะ ยังไม่มีการ filter กรองตลาด ไม่มี Indicator ไม่มีข้อมูล Volume ไปเกี่ยว การค้นพบในครั้งนี้มันบอกเราว่า ถ้าเราหา Momentum ที่มาแรงแซงทางโค้ง แล้วแข็งมากๆ ได้เมื่อไหร่ เราก็บริหารหน้าตักดีๆ จะอะไรก็ได้ทั้งนั้น เรามีโอกาสชนะเกมนี้ได้! โดยไม่ต้องอาศัยข้อมูลอะไรอีกเลย นอกจาก "ราคาปิด"!!!!!!
มันน่าสนใจไหมหละครับ! ถ้ารวมกับการกรองหุ้นพื้นฐานดีๆ กรองสภาพตลาด กรองสภาพคล่อง
คำตอบของสมมติฐาน ก็เกิดคำถามต่อ แล้ว...ทำไมผลมันถึงออกมาเป็นเช่นนี้? ....ไม่รู้ครับ
นี่คือ Market Anormaly เพราะมันหาเหตุผลไม่ได้ กลายเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่ค้านทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ (Efficient Market Hypothesis (EMH)) ซึ่งก็มีหลายงานวิจัยในเรื่อง Momentum ตีพิมพ์เยอะ
มีการค้นพบมานานแล้ว มีหลายวิธีในการพิสูจน์ มีทั้งแบบ Quant จ๋าๆ กับสถิติเด็กๆแบบผม
มีหนังสือเล่มนึงที่อ่านง่ายจะแนะนำสักเล่ม ก็คือ "Dual Momentum Investing" ของ Gary Antonacci ซึ่งเค้าจะพูดถึงการใช้ Momentum ในการหมุน Asset ทุกสิ้นค้าทางการเงินทั่วโลก โดยอ้างผลงานวิจัยมากมาย มีตัวเลข มีหลักฐาน ชัดเจน ไม่เหมือนหนังสือหุ้นในประเทศไทยที่ส่วนใหญ่มีแต่สร้างแรงบันดาลใจ และความคลุมเคลือ
ปล.ไม่ได้ค่าโฆษณาอะไรเลยนะ ซื้อเองอ่านเอง > <
จบแล้วครับ แล้วนี่ก็เป็นที่มาในการค้นหา Momentum ที่ผมใช้อยู่ แล้วก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆนักลงทุน ไว้คราวหน้าถ้ามีเวลาเยอะๆ ผมจะทำการทดสอบความ Robust ของทฤษฎีนี้ ด้วยการ verify parameter ให้การจายมากขึ้น (แค่ราคา close ยังจะมีให้ verify อีกหรอ!! > <) ยังมีครับ ยังเหลือเรื่อง Duration ในมิติของคาบเวลา ซึ่งแอบบอกว่าน่าสนใจมากๆ และผลมันก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน
SET เดือนกรกฎาคม เป็นเดือนที่ indicator Bullish มากเทียบกับเดือนก่อนๆของปีนี้ อะไรๆก็ขึ้น overbought เกินครึ่งของตลาดราคาอยู่ในขาขึ้น ท่ามกลางข่าวดีสลับข่าวร้าย (ข่าวก็แบบ วันไหนหุ้นขึ้นก็ข่าวดีเยอะ วันไหนหุ้นลงก็ข่าวร้ายเยอะ สลับกันทุกวันก็มี) RSI ตีลมบนมีแนวโน้มขึ้นมากกว่าลง คิดว่าน่าจะยังคง Momentum ในขาขึ้นต่อไปสักระยะ มันมีหลายอย่างสนับสนุน ลองมองในรูปแบบ Top-Down
อย่างแรก จริงอยู่เศรษฐกิจไม่ได้ดีขนาดที่หุ้นจะมาที่ดัชนี 1500 นี้ ส่งออกไทยไม่ได้เติบโตในอัตราเร่ง แต่สำคัญที่มันก็ยังบวก(ถ้าตัวเลขของกรมการค้าที่โม้มาเป็นจริงนะ)เทียบกับอาเซียนเรา ถ้าโดดไปนอกประเทศแล้วคิดว่าจะซื้อหุ้นประเทศไหนดีในอาเซียน ก็ควรจะมีไทยอยู่ใน list ด้วย เอาจริงเราก็ยังดูดี ผิดกับตัวเลขปี 2015 อันนั้นห่วยจริง แต่ปีนี้มันมีลุ้นหลายอย่าง
อันนี้ตัวเลขของปีก่อนๆ ห่วยลงทั้ง GDP ห่วยทั้งส่งออก
Ref : http://www.focus-economics.com/countries/thailand
กลับมาดูตัวเลขของกรมการค้าปีนี้บ้าง สดใสขึ้น? แต่ก็ต้องลุ้นปลายปีอีกที จริงๆประคองดุลการค้าไปแบบนี้ก็พอ ไม่ต้องเอามูลค่าการค้ามากมายเอาโล่อะไรหรอก โลกกำลังปั่นป่วน "เพียงพอ"ตามพ่อหลวงเราดีกว่า ^ ^ ไทยยังมีดีอีกเยอะ
Ref : http://www.ops3.moc.go.th/infor/MenuComTH/trade_sum/report.asp
อย่างที่สอง Fund Flow ตอนนี้ ปลายปีที่แล้วนี่เหมือนตลาดไทยไม่มีเงินต่างชาติอยู่เลยทีเดียว พวกเขาก็กลับเข้ามาได้ไม่นานนี้เอง และถ้าพวกเขาจะตัดสินใจจะทำไรสักอย่างมันจะต่อเนื่องเป็น trend ในทางเดียวกัน ขายก็ขายอยู่นั่นแหละ ขายจนต้องร้องขอชีวิต จะซื้อเค้าก็จะซื้ออยู่นั่นแหละ ก็ขอให้เขาเหล่านั้นตัดสินใจซื้อเถอะนะ plssssss (เอาแบบซื้อจนต้องร้องขอชีวิตเลยนะ >/\<)
Ref : Efinance
สุดท้าย เค้าว่าดวงคนเกิดเดือนนี้มาแรง ราศีกรกฎ และจะมีดาวพฤหัสบดีย้ายราศีอีก ช่วงนี้มีโครงการอะไรต้องลุย ดวงการเงินกำลังขึ้น อย่าลืมทำบุญเยอะๆ และไม่น่าเชื่อดูจากกราฟเดือนกรกฎาแล้ว... อืม ไม่ชนะด้วยเทคนิค ก็ต้องโหรราศาสตร์เนี่ยแหละ !
Leading ยังไฟเขียว
Port ยังหนีไม่พ้น Drawdown ที่~10% แต่ความตึงก็น้องลงไปเยอะถ้าเทียบกับปีก่อน หันมาเล่น focus มากขึ้น หลังจากขาย THAI ก็เข้าหนักไปที่ BEAUTY COM7 PTL THANI ตัวเดิมจากเดือนก่อน จะเลือก pyramid โดยเลือก ROC จาก 50 อันดับแรกก่อน ถ้าขึ้นต่อก็เพิ่มเลย คิดไว้ว่าจะไม่เกิน 30% ของ Equity คิดว่าช่วงนี้แผนคือ
- Exposure 100%
- pyramid เพิ่มเฉพาะ ตัวที่ยังคง momentum 50 อันดับแรกได้ในทุกๆ 1 เดือน (ไม่เอาทุกวัน เพราะ sensitive เกินไป)
- งด pyramid ถ้า ระยะเวลาจากฐานเกิน 20 วัน และ ROC 1 เดือน ไม่เป็นบวก (พูดง่ายๆไม่ new high ใน 20 วัน) ตัวเลข 20 มาจากการ backtest average holding day จะถือยาวราวๆ 20-30 วัน
- SET ย่อ RSI อยู่ใน Zone 50-60 อาจจะงด Pyramid ก่อน ถ้า RSI < 50 ลด exposure
Year-To-Date 1/1/2016 - 29/7/2016
หลังจากเปลี่ยนแผน ลด diversified เยอะเกิน (ตอนนี้ก็ว่ายังลังเลอยู่ 30 ตัวเหมือนเยอะมากๆเลยนะ แต่ในมุมมองของผม 30 ตัวเทียบกับ SET ที่ราวๆ 750 ตัว คิดเป็น 5% ของหุ้นในตลาดทั้งหมด .....คืออันนี้คิดมานานแล้วว่า เล่น systematic trade มันอาศัยหุ้นน้อยตัวมากๆ ในการทำ home run การยิง 5 ตัวจากร้อย เพื่อค้นหา The winner ก็ยังถือว่าโอเค แต่ถ้าบังคับให้เล่นหุ้นรอบละ 10 ตัว ยังไม่ใช่แนวผมสักเท่าไหร่ จะให้ซื้อ 7-10 ตัวใน 750 หรือก็คือ 1% ของตลาด มันจะต้องผ่านการคัดกรองอย่างดีเยี่ยม เราเองก็ไม่ได้สันทัดพื้นฐานเท่าไหร่ จุดอ่อนเลยแหละ ) ถ้าจะให้คุยละเอียดเรื่องจำนวน position จะถือครองกี่ตัว ต้องกลับไปคุยเรื่อง expectancy ของระบบ (กำไรคาดหวัง) มันต้องสอดคล้องกับ Annual Return ที่คาดว่าจะได้ด้วย ยกตัวอย่าง คือถ้า trade ปีละ 100 ครั้ง กำไรแค่ 30 ตัว ลองคิดดูว่า ถ้า trade รอบละ 10 ตัว ต้องเล่น 10 รอบต่อปี แสดงว่าหุ้นแต่ละตัวจะถือราวๆ 20-25 วัน แต่ละรอบจะต้องกำไรอย่างน้อย 3 ตัวทุกรอบ คือต้องแม่นจริง 3 ตัว จาก 750 ตัว และ ติดต่อกันทุกเดือน แต่ถ้าเราเล่นรอบละ 30 ตัว มันจะสอดคล้องกับระบบผมพอดี คือ ตัวที่กำไรจะถือยาวราวๆ 35-50 วันจากค่าเฉลี่ย(ราวๆ 2-3 เดือน) ปีละ 2-3 รอบ ก็ต้องมาคิดว่าจะ trade บ่อยขนาดไหน แต่ละคนรอไม่ได้เหมือนกัน..... ยาวไปแล้วพอก่อน

YTD port 18.50% เทียบกับ SET มี YTD 18.33% ถือว่าปีนี้ยังไม่ค่อยดี เพราะยังมี alpha มากกว่า SET ไม่ได้เลย กลับไปซื้อกองทุนรวยกว่า แต่มองโลกในแง่ดีครึ่งปีหลังรอเราอยู่ ต่างชาติจะมาช่วยเราแล้ว > <
Momentum 1 mo
THAI รักคุณเท่าฟ้า ราคาไม่ตกมาก แต่ momentum ตกไปท้ายตาราง
KOOL อยู่นอกสายตา ของเราตั้งไกล ฉันนั้นก็ทำได้ แค่มองจากตรงนี้.....
เทพ RSI ไม่เคยตัด 50 ลงมาเลย เป็น wave ที่ยาวนานมาก 5 เดือน เทพจริงๆ ทำไปได้ เปลี่ยนเป็นกราฟ log ดู สวยมาก
SAWANG ไร้ trend
TFG super overbought เสี่ยง limit upside มีไว้ก็ถือไปก่อน
CWT รอดูก่อน ขึ้นแรง ย่อแรง เป็นธรรมดา งบไม่แย่ แต่ก็ไม่เด่น
Q-CON ไร้ trend
PTL ตัวนี้ pyramid รอบที่ 3 เหมือนตันแล้ว? momentum ของ 2 เดือนก่อน งบแอบห่วย = =
KAMART 1 ใน 10 Momentum ติดต่อกัน 3 เดือน 60 bar แล้ว อดแบบสุจริต ไม่ได้เก็บเลย อันนี้ตามระบบช่วยไมไ่ด้
MCOT ไม่ค่อยดูทีวี แต่รู้ว่าตั้งแต่มี Digital TV พวกช่อง 3 5 7 9 เดิมต้องโดนแย่งส่วนแบ่งการตลาดมากอยู่แล้ว จริงๆมันลงทั้งปีเลยนะ...
MCOT ตรงๆคือ following ไม่น่าเล่น ติดไว้ก่อน
AJD เก็บมา 1 ไม้ ก็โอเคแต่ Vol สนับสนุนน้อยไปหน่อย
STAR ไร้ trend
TACC story ดี momentum ดี แต่ candle stick ไม่ค่อยดีจะขายอะไรนักหนา รอดูอีกสักอาทิตย์นึง
LANNA จุดพลุไปหน่อย รอดูก่อน
MALEE เทพ bullish มาก momentum ดีติดต่อกัน 5 เดือน (ทั้งปี) น่าจะยังไปได้อีก แต่หุ้นใหญ่ไปหน่อย ขึ้น 10 บาท +20% มีหุ้นเล็กเข้า ก็เลยเลือกหุ้นเล็กก่อน